๙ พระราชกรณียกิจ ในหลวง
๙ พระราชกรณียกิจ ในหลวง
พระราชกรณียกิจในหลวง รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โครงการในพระราชดําริ รวมพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพและความสามารถ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจ ตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชสมบัติ ซึ่งพระราชกรณียกิจที่โดดเด่นของพระองค์ มีดังต่อไปนี้ โครงการแกล้งดิน แกล้งดิน เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว จะทำด้วยการขังน้ำไว้ในพื้นที่ จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจนทำให้ดินเปรี้ยวจัด เมื่อถึงที่สุดแล้ว จะมีการระบายน้ำออกแล้วปรับสภาพดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งสามารถใช้ดินในการเพาะปลูกได้ 2. โครงการปลูกหญ้าแฝก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงศึกษาเรื่องการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำจากเอกสารของธนาคารโลก ที่นาย Richard Grimshaw ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย และพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝก โดยให้ทรงทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน จนปัจจุบันมีหน่วยงานกว่า 50 หน่วยงาน ดำเนินงานสนองพระราชดำริการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก ส่งผลให้การดำเนินงานก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ 3. โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานโครงการแพทย์หลวงพระราชทาน เมื่อปี พ.ศ. 2510 โดยที่มีการจัดเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล เครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อตรวจรักษาราษฎรในถิ่นทุรกันดารโดยไม่คิดมูลค่า และอบรมหมอหมู่บ้านเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน 4. โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ได้จัดทำขึ้นตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยจัดขึ้นเป็นรูปเล่ม และบางส่วนได้เผยแพร่ออนไลน์ อันรวบรวมเนื้อหาจากหลายสาขาวิชา โดยที่ฉบับปกติมีทั้งหมด 37 เล่ม และฉบับเสริมการเรียนรู้มีทั้งหมด 20 เล่ม 5. ทุนมูลนิธิอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ในปี พ.ศ. 2502 เพื่อให้นิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่น ได้มีโอกาสไปศึกษาหาความรู้ชั้นสูงในต่างประเทศ และนำองค์ความรู้ที่ได้มาช่วยพัฒนาประเทศต่อไป 6. แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง : เกษตรทฤษฎีใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยเป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้น โดยการทำเกษตรทฤษฎีใหม่นี้ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นได้แก่ ขั้นต้น คือ การแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตรา 30-30-30-10 เพื่อขุดเป็นสระกักเก็บน้ำ 30% ปลูกข้าวในฤดูฝน 30% ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสมุนไพร 30% และเป็นที่อยู่อาศัยอีก 10% จากนั้นจึงเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง คือการให้เกษตรกรรวมกันในรูปแบบของกลุ่ม สหกรณ์ เพื่อดำเนินการในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา จากนั้นจึงเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม คือการติดต่อประสานงาน จัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป 7. โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโครงการอันหลากหลายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร และโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โรงโคนมสวนจิตรลดา, โรงนมผงสวนดุสิต, น้ำผึ้งสวนจิตรลดา เป็นต้น 8. โครงการฝนหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริส่วนพระองค์ในเรื่องการจัดทำฝนหลวง เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในการเกษตร โดยมีการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนหลวงขึ้น ซึ่งจะใช้สารเคมีโปรยในท้องฟ้า จนกระทั่งไอน้ำอิ่มตัวและกลั่นตัวออกมากลายเป็นเม็ดฝน 9. กังหันน้ำชัยพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการวิจัย และพัฒนากังหันน้ำชัยพัฒนาขึ้น เพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ ทำให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี และสามารถประยุกต์ใช้ในการอุปโภคบริโภคของประชาชน น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และเพิ่มออกซิเจนให้บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร ขอขอบคุณภาพจาก https://www.uthaipao.go.th/home/2021/12/01/royal-duties-of-the-king-rama-ix/
11 ต.ค. 2565
เปิดรับสมัครไอเดียสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับ จากหลากหลายแวดวงสาขาอาชีพ ไม่จำกัดอายุ เพศ การศึกษา สามารถนำเสนอไอเดีย “แปลกแหวกแนว” โดยกรรมการผู้ตัดสินจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายวงการทั้งจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย
เปิดรับสมัครไอเดียสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับ จากหลากหลายแวดวงสาขาอาชีพ ไม่จำกัดอายุ เพศ การศึกษา สามารถนำเสนอไอเดีย “แปลกแหวกแนว” โดยกรรมการผู้ตัดสินจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายวงการทั้งจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย
สาขาที่เปิดรับสมัคร Disruptive Challenge สาขาที่เปิดรับสมัครไอเดียที่ต้องการเงินทุนไปทำวิจัย เพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ด้วยตัวเอง หรืออาจจะเป็นโครงการที่ตัวเองกำลังพัฒนาอยู่แต่ขาดงบประมาณสนับสนุนในการต่อยอดทดลอง รางวัล : งบสนับสนุน ต่อ ยอดไอเดียให้เป็นจริง สูงสุดถึง 3 ล้านเยน Generation Award สาขานี้เพียงแค่คุณมีไอเดียแปลกใหม่ ที่คุณคิดว่าถ้ามีสิ่งๆ นี้ขึ้นมา จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ และทำให้ชีวิตประจำวันคุณสะดวกสบายขึ้น หรือจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สะเทือนวงการ ที่ยังไม่เคยมีใครคิดค้นไอเดียนี้มาก่อน รางวัล: เงินสด หรือของรางวัลมูลค่าเทียบเท่า 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท พิเศษเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น Sponsor Challenge ผู้สมัครสามารถเลือกตอบโจทย์พิเศษสุดท้าทายจากสปอนเซอร์ใจดีของโครงการ ยังมี Brainstorming Workshop วันที่ 24 ก.ค. 65 13.00 - 16.30 น. (สมัครเข้าร่วมฟรี) Online Workshop ที่จะพาท่านไปพบกับตัวอย่างนวัตกรรมทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ รับรองว่าจะได้ทั้งไอเดียเพื่อส่งเข้าแข่งขัน และเครื่องมือในการคิดต่อยอดกลับไปแน่นอน โดย คุณณัฐพร สันธนะวิทย์ ผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษด้านการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมกว่า 15 ปี อดีต Business Development Director จาก Bangkok Smartcard System (Rabbit) ภายใต้ BTS Group ที่ได้รับรางวัลระดับเอเชียและระดับโลกมาแล้วหลายรางวัล สมัครเข้าร่วม Workshop ได้ฟรี ที่นี่ https://forms.gle/9sDdDRHq64bGZ34u9 เรียนผ่านโปรแกรม Zoom วันที่ 24 ก.ค. 65 เวลา 13.00 - 16.30 น. ระยะเวลารับสมัครสำหรับภาษาไทย วันนี้ - วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2022 (ปิดรับสมัครเวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.inno.go.jp/th/ หรือ ส่งไอเดียได้ที่นี่เลย https://mediator.co.th/th/innovation2022/ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด ผิง : 085-365-8299 ปอ : 083-330-6962 #INNOvation2022 #INNOvationบ้ากล้าคิด
26 ก.ค. 2565
24 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันป่าชุมชนแห่งชาติ
24 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันป่าชุมชนแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 เห็นชอบให้วันที่ 24 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันป่าชุมชนแห่งชาติ สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 ขึ้น ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 อีกทั้งเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และสืบสานพระราชปณิธานในด้านการส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ให้ “คน” กับ “ธรรมชาติ” อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัย และเอื้อประโยชน์ต่อกันได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนเพื่อให้องค์กร ทั้งภาครัฐ เอกชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้ทราบถึงความสำคัญของป่าชุมชนและทรัพยากรป่าไม้ของชาติในภาพรวม สร้างขวัญและกำลังใจให้กับชุมชนที่ดูแลรักษาป่า เกิดความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ชุมชนต่อไป ปัจจุบันมีป่าชุมชนกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวนมากกว่า 11,327 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 6.29 ล้านไร่ มีชุมชนร่วมบริหารจัดการป่ามากกว่า 13,028 หมู่บ้าน โดยชุมชนได้ร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดการ บำรุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนในรูปแบบของป่าชุมชน สอดคล้องกับวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น จึงขอรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องเครือข่ายป่าชุมชน หน่วยงาน องค์กร และภาคประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของป่าชุมชนโดยร่วมกันจัดกิจกรรมการต่าง ๆ อาทิเช่น การปลูกต้นไม้ การบำรุงรักษาป่าชุมชน การทำฝายชะลอน้ำ การลาดตระเวน หรือการทำแนวกันไฟ ในวันดังกล่าว เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ ทำให้ป่าเกิดความอุดมสมบูรณ์ ยั่งยืน สืบทอดเป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลานสืบไป
24 พ.ค. 2565